ความคิดสร้างปัญหาที่รุมล้อม Krishnamurtiบริจาค | ข่าว | คำคมรายเดือน | รับe-newsฟรี
En
รับสมัครงาน

คำคมจากการพูดและหนังสือของกฤษณมูรติ


คลิกที่นี่สำหรับ คำคมประจำเดือน | ค้นหาคำคม

การปฏิวัติ

เพื่อเข้าใจปัญหาการเปลี่ยนแปลง ประการแรกนั้นจำต้องเข้าใจกระบวนการนึกคิดและธรรมชาติของความรู้ นอกจากว่าเราพิจารณาประเด็นนี้อย่างลุ่มลึก แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็แทบไม่มีความหมายเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงซึ่งอุบัติขึ้นที่ผิวนอก คือ การสืบต่อสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงให้คงอยู่สืบต่อไป การปฏิวัติที่เคยเกิดขึ้นทุกครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าหรือชีวิตที่แตกต่างออกไป โดยผ่านลำดับขั้นตอนของกาลเวลา พฤติกรรมผิดๆ ที่การปฏิวัติหวังจะกำจัด ยังคงหวนกลับมาในรูปโฉมใหม่พร้อมกับกลุ่มคนที่ต่างไป กระบวนการเดิมยังคงดำเนินสืบไป เราเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนแปลง เพื่อก่อให้เกิดสังคมที่ไร้ชนชั้น แต่เมื่อผ่านกาลเวลาและแรงกดดันจากเหตุแวดล้อมต่างๆ การณ์ก็กลับเป็นว่าบุคคลกลุ่มอื่นตั้งตัวขึ้นเป็นชนชั้นสูงใหม่ การปฏิวัติที่มีมาไม่เคยเกิดขึ้นจากรากเหง้าเบื้องลึกโดยแท้จริง
- พูดครั้งที่ 2, 17 กุมภาพันธ์ 2503, กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดีย

บุคคลที่รู้สึกกับโลกอย่างแรงกล้าและเห็น ความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง เขาต้องเป็นอิสระจากงานทางการเมือง อีกทั้งเป็นอิสระจากบทบัญญัติทางศาสนา และ ศาสนประเพณี นั่นหมายความว่าเป็นอิสระจากแอกของกาลเวลาและภาระหนักของอดีต เป็นอิสระจากการกระทำทั้งมวลที่เกิดจากแรงปรารถนา นี่คือการเป็นมนุษย์คนใหม่ มีเพียงสิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นการปฏิวัติทางสังคม จิตใจ และ แม้แต่การปฏิวัติทางการเมือง
- มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง...ด่วน เล่ม 2

จงสนใจกับการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน อันเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ มีเพียงสิ่งเดียวที่น่าจะเรียกว่าการปฏิวัติ คือ การปฏิวัติในหมู่มนุษย์เรา และในความเป็นมนุษย์ นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราให้ความสำคัญ การปฏิวัติเยี่ยงนี้ ไม่มีแผนงาน ไม่มีอุดมการณ์ หรือ แนวคิดแบบสังคมยูโทเปีย เราต้องมองดูสภาพความสัมพันธ์จริงๆ ของมนุษย์ แล้วเปลี่ยนแปลงมันอย่างถอนรากถอนโคน เช่นนี้จึงจะเป็นของจริง
- มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง...ด่วน เล่ม 1

เราแต่ละคนมีส่วนรับผิดชอบต่อสงครามทุกครั้ง เพราะว่าความก้าวร้าวในชีวิตของเรา ชาตินิยมของเรา ความเห็นแก่ตัวของเรา ความลำเอียงของเรา อุดมคติของเรา สิ่งทั้งหมดนี้ล้วนแบ่งแยกพวกเราออกจากกัน และต่อเมื่อเราตระหนักถึงสิ่งนี้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่เราซึมซาบความหิวหรือความเจ็บปวด ต้องเข้าถึงมันจริงๆ มิใช่สักแต่คิดนึกเอา นั่นเองคุณและผมได้ร่วมรับผิดชอบต่อความยุ่งยากทั้งมวลที่ปรากฏอยู่ ความทุกข์โศกที่มีอยู่ทั่วทั้งโลกนี้เรามีส่วนกระทำขึ้นด้วยในชีวิตประจำวันของเรา และเราเป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่โหดร้าย ที่มีแต่สงคราม การแบ่งแยก ความร้ายกาจ ความรุนแรง และ ความละโมบ เมื่อเราตระหนักเช่นนี้เท่านั้น เราจึงจะทำอะไรได้
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 5-6

การศึกษา

ผู้ให้การศึกษาไม่ใช่เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล เขาต้องเป็นผู้ชี้แนะหนทางไปสู่ปัญญา ไปสู่ความจริง
- แห่งการเข้าใจชีวิตและการศึกษาที่แท้

จุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ การปลูกฝังความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงระหว่างบุคคล แต่ยังระหว่างบุคคลกับสังคมด้วย
- แห่งการเข้าใจชีวิตและการศึกษาที่แท้ บทที่ 2

การศึกษาไม่ใช่การอ่านหนังสือ สอบผ่าน และ ได้งานทำ การศึกษาเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างแตกต่างออกไป มันเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีที่คุณเกิดมา ไปจนถึงวินาทีที่คุณตาย
- Life Ahead เล่มที่ 2 บทที่ 2

การหลบหนี

เมื่อเรารู้สึกไม่พอใจในตนเอง ไม่พอใจในสภาพการณ์ทั้งภายในและภายนอกของเรา เราจึงใช้หนทางหลบหนีมากมาย เราคิดว่าเราจะเข้าใจ จะแก้ปัญหาการดื่มและการหนีได้เมื่อเราค้นพบสาเหตุของมัน เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุของการหลบหนีแล้ว เรายุติการหลบหนีได้หรือ เช่น เมื่อผมรู้ว่าผมดื่มเพราะทะเลาะกับภรรยาของผม หรือเพราะว่าผมได้งานที่แย่มากๆ เมื่อผมรู้สาเหตุผมหยุดดื่มหรือ ไม่หยุดแน่นอน ผมจะหยุดดื่มก็ต่อเมื่อผมมีความสัมพันธ์อันถูกต้องกับภรรยาของผม หรือกับคนอื่นๆ และขจัดความขัดแย้งซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความปวดร้าวออกไป
- พูดครั้งที่ 2, 9 ตุลาคม 2492, กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

การสยบยอมตาม

นานนับศตวรรษมาแล้ว เราได้รับการป้อนความรู้ ความคิด จากครูของเรา จากตำรับตำรา หนังสือ นักบุญของเรา เราพูดว่าบอกเรื่องนั้นๆ แก่ฉันให้แจ่มแจ้ง บอกฉันทีว่าสิ่งใดที่อยู่เบื้องหลังเนินเขา ทิวเขา และ โลกนี้ และเรารู้สึกพอใจกับคำอธิบายเหล่านั้น ซึ่งก็เท่ากับว่าเรามีชีวิตอยู่บนถ้อยคำ ชีวิตของเราช่างตื้นเขินและว่างเปล่า เราเป็นคนมือสอง (secondhand people) เรามีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นคำบอกเล่า ไม่ว่าจะเนื่องมาจากความโน้มเอียงของเรา แนวโน้มของเรา หรือถูกบังคับให้ยอมรับโดยสภาพการณ์และสภาพแวดล้อมก็ตามที เราเป็นผลิตผลของอิทธิพลทั้งมวล ไม่มีอะไรใหม่ในตัวเรา ไม่มีอะไรที่เราได้ค้นพบเพื่อตัวเราเอง ไม่มีสิ่งต้นแบบ ดั้งเดิม และ กระจ่างแจ้ง
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 2

คุณสามารถปฏิเสธอำนาจครอบงำทั้งปวงได้หรือไม่ หากคุณทำได้ ก็หมายความว่าคุณไม่กลัวอะไรอีกต่อไป จากนั้นอะไรจะเกิดขึ้นล่ะ เมื่อคุณปฏิเสธบางสิ่งบางอย่างที่ผิด ซึ่งเราได้แบกรับสืบทอดมันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เมื่อคุณสลัดสิ่งที่ถ่วงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามไป อะไรจะเกิดขึ้น คุณมีพลังมากขึ้นใช่หรือไม่ คุณมีความสามารถมียากขึ้น กระตือรือร้นมากขึ้น ความมุ่งมั่นแรงกล้าขึ้น และ มีชีวิตชีวา หากคุณไม่อาจรู้สึกถึงสิ่งนี้ได้ นั่นแสดงว่าคุณยังไม่ได้สลัดสิ่งนั้นไป คุณไม่ได้ละทิ้งอำนาจครอบงำอันหนักอึ้งนั้นไปเลย
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 9

ผมมิได้เรียกร้องความเลื่อมใสศรัทธาจากคุณ ผมมิได้ตั้งตัวผมเองว่าเป็นผู้รู้ ผมไม่มีสิ่งใดจะสอนคุณ ไม่มีปรัชญาใหม่หรือหนทางใหม่ที่จะนำไปสู่ความจริง ไม่มีวิถีทางใดที่จะนำไปสู่ความจริงหรือสัจจะได้ อำนาจครอบงำทั้งหลาย ไม่ว่าประเภทใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความคิดและความเข้าใจ เป็นอันตราย และเป็นภัยมากที่สุด ผู้นำทำลายผู้ตาม และผู้ตามก็ทำลายผู้นำด้วย คุณจำเป็นต้องเป็นครูและเป็นศิษย์ของตนเอง คุณต้องย้อนกลับไปไต่ถามถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ได้ยอมรับนับถือว่าเป็นสิ่งมีค่าและจำเป็น
-อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 12

ความกลัว

การมีชีวิตอยู่ในสังคมที่ผุกร่อนและโง่เขลาเช่นที่เราอยู่กันนี้ และด้วยระบบการศึกษาที่แก่งแย่งแข่งดีกัน อันเราได้รับการถ่ายทอดมานั่นเอง ได้เพาะเชื้อให้เกิดความกลัวขึ้น เราแบกภาระอันหนักอึ้งด้วยความกลัวอะไรบางอย่าง และความกลัวนั่นเองเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งทำให้วันเวลาของเราวิปริต เคร่งเครียด และ ขุ่นหมอง
-อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 31

ความคิด


ความคิดมิใช่วิถีทางที่จะแก้ไขปัญหาใดๆ ของเรา เพราะความคิดคือการตอบสนองของความจำ และความจำคือผลพวงของความรู้ที่พอกพูนขึ้น ซึ่งก็คือประสบการณ์
- พูดครั้งที่ 2, 17 กุมภาพันธ์ 2503, กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดีย

ความงาม

มีความงามที่ไม่ได้มาจากปฏิกิริยาตอบโต้จากสิ่งเร้า ความงามแห่งนัยนี้ไม่เนื่องอยู่กับสีสัน สัดส่วน รูปลักษณ์ หรือ คุณลักษณ์ แต่เป็นอะไรบางอย่างที่สำคัญใหญ่หลวงกว่าและล้ำลึกกว่ายิ่งนัก มันไม่มีสิ่งใดสัมพันธ์อยู่กับสิ่งเร้าที่ผ่านไปมา มันยากที่จะสื่อถึงความรู้สึกนั้น ความรู้สึกถึงความงามยามเมื่อทั้งจิตใจและระบบประสาท ความรู้สึกทั่วทั้งเรือนร่าง ประสานกันอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกนั้นมิได้ถูกสร้างขึ้น ไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นใดๆ แต่มันปรากฏอยู่ที่นั่นจริง เพราะว่าคุณตื่นตัวรับรู้ว่องไวต่อสรรพสิ่งตลอดทั้งวัน ตื่นรู้ต่อถ้อยคำ ท่วงท่า การย่างก้าว ต่อสิ่งโสโครกตามถนนหนทาง ความรกรุงรังไร้ระเบียบของบ้านช่อง ความน่าเกลียดภายในที่ทำงาน ความทมิฬหินชาติของมนุษย์ คุณรู้สึกตัวอยู่ ตื่นตัวรับรู้ว่องไว ด้วยเพราะความตื่นตัวว่องไวเยี่ยงนี้ คุณได้พลิกฟื้นทั่วทุกพื้นที่ของชีวิตคุณ กระตุ้นทุกซอกหลืบของจิตสำนึกคุณและสภาวะการดำรงอยู่ของคุณ เมื่อเป็นดังนี้เท่านั้นความรู้สึกแห่งความงามจึงอุบัติขึ้น ไม่ใช่ถูกกระตุ้นขึ้นเมื่อเห็นทะเลสาบ ขุนเขา บทกวี หรื อเจ้านกที่กำลังบินถลาร่อนลม
- พูดครั้งที่ 6, 28 กุมภาพันธ์ 2508, เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย

ความทุกข์

ชีวิตพวกเราส่วนมากออกจะน่าเกลียด โสมม ระทมทุกข์มากมาย ชีวิตของเราเป็นห่วงโซ่ของความขัดแย้ง ความไม่ลงรอย เป็นกระบวนการของการต่อสู้ดิ้นรน และ ความปวดร้าว เกิดความรู้สึกพึงพอใจที่อิ่มเอิบที่อิ่มเอิบชั่วครู่ชั่วยามแล้วผ่านเลย เราถูกตรึงให้อยู่กับการยอมปรับตาม การสยบยอมตามและแบบแผนทั้งหลาย ไม่มีแม้เพียงขณะเดียวที่อิสรภาพจะเกิดขึ้นได้ ไม่เคยรู้สึกเต็มอิ่มในชีวิต มีความท้อแท้สิ้นหวังอยู่เสมอ เพราะต้องมุ่งแต่ค้นหาความเต็มบริบูรณ์ เราไม่มีความสงบสุขในจิตใจ ทั้งยังถูกกระทำให้ทุกข์ทรมานด้วยความทะยานอยากสารพัด ดังนั้น เพื่อที่จะเข้าใจปัญหาทั้งมวลนี้และล่วงพ้นจากมัน จำเป็นที่ต้องเริ่มต้นเข้าใจในธรรมชาติของความรู้และกระบวนการของจิตใจเสียก่อน
- พลังแห่งจิตเงียบ (ความรู้สึกตัวโดยไม่เลือก เล่ม 3)

ความเพลิดเพลิน

ทั้งความปรารถนาทางกามารมณ์ หรือความปรารถนาอื่นใดก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่มีความผิดอะไรในตัวความปรารถนานั้น การตอบสนองต่อความปรารถนานั้นกลับเป็นสิ่งปกติทีเดียว หากคุณเอาเข็มแทงผมและถ้าผมไม่ได้เป็นอัมพาต ผมจะต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองแน่ แต่เมื่อความคิดแทรกเข้ามาและแยกแยะความยินดี และแปรเปลี่ยนไปเป็นความเพลิดเพลิน ความคิดต้องการให้ประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก และยิ่งคุณทำมันซ้ำมากเท่าใด กำลังที่คุณให้กับความสุขเพลิดเพลินก็ยิ่งแรงขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ความคิดเป็นตัวสร้างและหล่อเลี้ยงความเพลิดเพลินเอาไว้ด้วยความปรารถนาและให้ความสืบต่อแก่มัน ปฏิกิริยาตอบสนองของธรรมชาติต่อสิ่งสวยงามใดๆ ได้ถูกบิดเบือนไปด้วยความคิด ความคิดแปรเปลี่ยนมันเป็นความทรงจำ และความทรงจำถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วยอาการที่คิดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 26

หากว่าคุณสามารถมองทุกๆ สิ่งโดยไม่ยอมให้ทัศนะของความเพลิดเพลินแทรกเข้ามา มองดูใบหน้าสวยๆ สีของส่าหรี ความงามของพื้นน้ำที่ต้องแสงแดดระยับ หรือสิ่งต่างๆ ที่ให้ความยินดี หากคุณสามารถดูโดยไม่หวังให้ประสบการณ์นั้นเกิดซ้ำใหม่อีก เมื่อนั้น ความปวดร้าวและความกลัวจะไม่เกิดขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงมีแต่ปีติอย่างมากมาย
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 27

ถ้าคุณเข้าใจว่าที่ใดที่มีการแสวงหาความเพลิดเพลิน ที่นั่นย่อมมีความปวดร้าวอยู่ด้วย จงมีชีวิตอยู่ไปตามนั้นหากว่าคุณประสงค์ แต่อย่าทำไปโดยตกอยู่ใต้อำนาจของมัน หากคุณต้องการให้ความเพลิดเพลินจบสิ้นลง ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการยุติความปวดร้าวลงด้วย คุณต้องใส่ใจอย่างเต็มที่ต่อโครงสร้างของความสุขเพลิดเพลิน มิใช่ตัดความสุขเพลิดเพลินออกไปอย่างที่พระหรือนักบวชกระทำกัน เช่น ห้ามมองสตรีเพศเด็ดขาดเพราะคิดว่ามันเป็นบาป และด้วยความคิดเช่นนั้นเองได้ทำลายพลังในการเข้าใจของเขาเหล่านั้นไป แต่ต้องเป็นการมองเห็นความหมายและนัยทั้งหมดของความเพลิดเพลินนั้น และคุณจะมีปีติสุขอย่างมากมายในชีวิต คุณไม่สามารถคิดถึงปีติได้ ปีติเป็นสิ่งปัจจุบัน และด้วยการคิดถึงมัน คุณได้แปรเปลี่ยนมันไปเป็นความสุขเพลิดเพลิน การมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเป็นการรับรู้ในขณะนั้นๆ ถึงความงาม และรับรู้ในปีติต่อความงามนั้นโดยไม่แสวงหาความสุขจากสิ่งนั้นอีก
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่้รู้ หน้า 28

ความรัก

ความรักก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาโดยความคิดหรือไม่ ความคิดซึ่งได้แก่ความทรงจำเกี่ยวกับความเจ็บปวด ความเบิกบานใจ และ การไล่คว้าหาความเพลิดเพลินไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศหรือสิ่งอื่น การไล่คว้าหาความเพลิดเพลินที่ได้เป็นเจ้าของใครสักคน และคว้าหาใครบางคนที่ชอบถูกเป็นเจ้าของ ทั้งหมดนี้เป็นโครงสร้างของความคิด เห็นได้ชัดเจนว่า ตัวฉันที่ประกอบขึ้นจากชื่อ รูปธรรม ความทรงจำนั้น ถูกก่อตัวให้เกิดขึ้นโดยความคิด แต่หากความรักไม่ได้ก่อตัวขึ้นจากความคิด ความทุกข์ก็ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกันกับความรัก ด้วยเหตุนี้การกระทำที่เกิดจากความรักจึงแตกต่างจากการกระทำที่เกิดจากความทุกข์
- ความเต็มสมบูรณ์แห่งชีวิต (The Wholeness of Life) บทที่ 11 ส่วนที่ 2 / การพูดต่อสาธารณชนครั้งที่ 5 ที่ซาเนน 19 ก.ค. 1977 - ‘เมื่อมีทุกข์ ท่านไม่อาจรักได้’

เมื่อคุณสูญเสียคนที่คุณรักไป คุณร้องห่มร้องไห้ น้ำตาของคุณพรั่งพรูออกมาเพื่อตัวคุณเอง หรือเพื่อคนที่ตายไปแล้วกันแน่ คุณร้องไห้ให้แก่ตัวคุณเองหรือคนอื่น คุณเคยร้องไห้เพื่อคนอื่นบ้างไหม คุณเคยร้องไห้ให้กับลูกของคุณที่ถูกฆ่าในสมรภูมิหรือไม่ คุณเคยร้องไห้ แต่น้ำตาเหล่านั้นหลั่งออกมาจากความสงสารตัวเองหรือว่าคุณร้องไห้เพราะว่ามนุษย์ได้ถูกฆ่าลง ถ้าคุณร้องไห้เพราะความสงสารตัวเองแล้ว น้ำตาของคุณไม่มีความหมายใดเลย เพราะว่าคุณหมกมุ่นอย่างมากมาย ถ้าคุณร้องไห้เพราะว่าคุณหมดหวังในคนที่คุณทุ่มเทให้ความรักอย่างมากมาย นั่นไม่ใช่ความรักจริงๆ เลย เมื่อคุณร้องไห้ให้กับน้องชายของคุณที่ตายไป จงร้องไห้เพื่อเขา เป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะร้องไห้ให้กับตัวคุณเองเพราะเขาจากไปเสียแล้ว แน่ล่ะว่าคุณกำลังร้องไห้เพราะว่าหัวใจของคุณกระทบกระเทือน หาใช่เพื่อเขาไม่ แต่กลับถูกกระทบกระเทือนด้วยความพะนอสงสารตัวเอง และการพะนอตนเองนี้ทำให้คุณแข็งกระด้าง ปิดกั้นตัวเอง ทำให้คุณซึมเซาและโง่เขลา
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้

ความอยาก

เป็นไปได้ไหมที่จะมองเห็น เฝ้าสังเกต และ รู้สึกตัวถึงสิ่งที่งดงามและน่าเกลียดทั้งหลายในชีวิต โดยไม่พูดว่า "ฉันต้องมี" หรือ "ฉันต้องไม่มี" คุณเคยเพียงสังเกตดูสิ่งใดบ้างไหม พอจะเข้าใจไหมครับ คุณเคยสังเกตภรรยา ลูกๆ หรือเพื่อนๆ ของคุณบ้างไหม เพียงแต่มองดูเขา คุณเคยไหมที่จะมองดอกไม้สักดอกโดยไม่เรียกมันว่าดอกกุหลาบ โดยไม่คิดจะเด็ดมาประดับรางกระดุมหรือนำมันกลับไปให้ใครที่บ้าน หากคุณมีศักยภาพที่จะสังเกตเยี่ยงนั้น โดยปราศจากการให้ค่าที่จิตกำหนดขึ้น คุณจะพบว่าความอยากไม่ใช่สิ่งน่าสะพรึงกลัว คุณสามารถที่จะมองดูรถยนต์ แลเห็นความสวยงามของมัน แต่ไม่ถูกจับไว้ในความโกลาหลหรือความขัดแย้งเพราะความอยาก แต่นั่นต้องการการสังเกตอันเฉียบคม เข้มข้น ไม่เพียงมองผ่านๆ ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่มีความอยาก แต่เป็นเพียงจิตมีศักยภาพในการมองดูโดยไม่มีคำบรรยาย
- พูดครั้งที่ 2, 10 กุมภาพันธ์ 2500, เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย- พูดครั้งที่ 2, 10 กุมภาพันธ์ 2500, เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย

ภาพลักษณ์

เหตุใดผมผู้ใช้ชีวิตมาเป็นเวลา 40, 50 หรือ 60 หรือกี่ปีก็แล้วแต่ที่เราดำเนินชีวิตมา เหตุใดผมจึงเก็บรวบรวมเอามวลประสบการณ์และความรู้ไว้เต็มคลัง ทั้งสิ่งที่ผมเคยคิด เคยรู้สึก ที่ผมเป็นอยู่ และ ควรจะเป็น หากผมไม่ทำเช่นนั้น อะไรจะเกิดขึ้น หากว่าผมไม่มีมโนคติเกี่ยวกับตนเอง อะไรจะเกิดขึ้นกับผม ผมก็จะหลงทางใช่ไหม ผมจะรู้สึักไม่แน่นอนใจ ขยาดหวาดกลัวต่อชีวิต ผมจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ มโนคติ นิยายปรัมปรา และ ข้อสรุปเกี่ยวกับตนเองขึ้นมา สำหรับผมแล้ว หากไม่มีบรรทัดฐานเหล่านี้ ชีวิตสุดแสนจะไร้ความหมาย ไม่แน่นอน น่าหวั่นกลัวยิ่ง และ ไร้เสถียรภาพ...

แล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อผู้รู้สึกตัวถึงข้อเท็จจริงว่า ผมได้สร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับตนเอง และตระหนักรู้มันดุจรู้สึกถึงความหิวของผม
- เผชิญความจริง (ความรู้สึกตัวโดยไม่เลือก เล่ม 1)

สิ่งที่เป็นอยู่จริง

เมื่อคุณสังเกตความจริงตามที่คุณเป็นอยู่จริง ไม่มีใครจะทำให้คุณเจ็บปวดได้ ถ้าคุณเป็นคนชอบพูดเท็จ และหากมีใครบอกว่าคุณเป็นคนขี้ปด ไม่ได้หมายความว่าคุณโดนทำร้าย แต่มันเป็นความจริงที่คุณพูดเท็จ แต่หากคุณเสแสร้งว่าคุณไม่ใช่คนช่างเท็จ แต่ถูกกล่าวหา แล้วคุณรู้สึกโกรธและรุนแรง นั่นคือเรามักจะมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งแนวความคิด หรือโลกตามตำนานปรัมปรา ไม่เคยออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพื่อที่จะสังเกตสิ่งที่เป็นจริง มองเห็นมัน คุ้นเคยกับมันจริงๆ จะต้องไม่มีการติดสิน การประเมินค่า ไม่มีความคิดเห็น และ ไม่มีความกลัว
- พูดครั้งที่ 4, 12 กันยายน 2504, กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ชีวิตเราส่วนใหญ่สูญเปล่าไปกับความขัดแย้ง เราไม่เผชิญความจริง เราวิ่งหนีจากมัน เราแสวงหารูปแบบต่างๆ ในการหลบหนี ซึ่งเป็นการจ่ายพลังงานให้กระเจิดกระเจิงออกไป และผลของการจ่ายพลังงานเช่นนั้นคือความสับสน หากเราไม่หนี ไม่แปลความจริงไปตามความสุขหรือความเจ็บปวดของเราเอง เพียงแต่เฝ้าสังเกต ปฏิบัติการจากการเฝ้าดูอันบริสุทธิ์ซึ่งไร้แรงเสียดทานนั้น ย่อมเป็นการปลดปล่อยของพลังงาน
- พูดครั้งที่ 3, 29 พฤศจิกายน 1961, เมืองมัทราส ประเทศอินเดีย

สัจจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตชีวา เคลื่อนไหว ไม่มีที่พำนัก ไม่มีมัสยิดหรือโบสถ์ ไม่มีศาสนา ไม่มีครูหรือปรัชญาเมธี ไม่มีใครสามารถนำทางคุณเข้าสู่สัจจะได้ เมื่อนั้นคุณจะเห็นด้วยว่า สิ่งที่มีชีวิตชีวานี้คือสิ่งที่คุณเป็นอยู่จริง คือความโกรธของคุณ ความโหดร้ายของคุณ ความรุนแรงของคุณ ความผิดหวังของคุณ ความปวดร้าวทรมาน และ ความโศกเศร้าที่คุณอยู่กับมัน การเข้าถึงเรื่องเราทั้งหมดนี้คือสัจจะ และคุณจะเข้าใจมันได้ก็ต่อแต่เมื่อคุณรู้ว่าจะมองสิ่งเหล่านั้นในชีวิตของคุณอย่างไร และคุณไม่อาจมองมันผ่านทางแนวคิด ผ่านทางม่านแห่งภาษา ผ่านทางความหวัง และ ความกลัวได้
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ หน้า 6

ไม่ว่าคุณจะน่าเกลียดหรือหน้าตาดี ไม่ว่าคุณจะริษยาหรืออิจฉา จงเป็นตัวคุณเสมอ แต่ขอให้เข้าใจมัน
- This Matter of Culture บทที่ 2

เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมองให้เห็นว่า ไม่มีผู้ใดสามารถจะหยิบยื่นอิสรภาพจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสัมพันธภาพให้แก่เราได้ เราอาจจะซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังถ้อยคำ หรือทำตามครูบาอาจารย์ หรือวิ่งเข้าวัดเข้าโบสถ์ หรือหลงลืมตัวเองไปกับภาพยนตร์ สิ่งบันเทิง หรือความรู้จากตำรับตำรา หรือเที่ยวตามฟังการพูดอภิปรายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทว่าเมื่อต้นแหล่งแห่งกระบวนการคิดนึกถูกค้นพบ โดยผ่านการตระหนักรู้ในสัมพันธภาพเท่านั้น จึงจะเป็นไปได้ที่จะเป็นอิสระจากแรงเสียดทาน ซึ่งโดยสัญชาตญานแล้ว เราคอยแต่จะหลบหนี พวกเราส่วนใหญ่มักใช้ความสัมพันธ์เป็นหนทางหลบหนีไปจากตนเอง จากความอ้างว้างเดียวดาย จากความไม่แน่นอนใจ และ ความขาดแคลนภายในตน เราจึงพากันฝังตัวจมติดอยู่ในความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ภายนอก สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งสำคัญเหลือล้นต่อจิตใจของเรา แต่แทนที่จะให้ความสัมพันธ์เพื่อหลบหนีจากตนเอง หากเราสามารถมองเข้าไปในความสัมพันธ์ประหนึ่งเป็นกระจกเงา และมองให้เห็น สภาพที่เป็นอยู่จริง อย่างเที่ยงตรงและกระจ่างชัดโดยปราศจากอคติ การสัมผัสเยี่ยงรู้นั้นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใหม่ของ สิ่งที่เป็นอยู่จริง โดยมิพักต้องใช้แรงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมัน ไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความจริง มันเป็นดังที่มันเป็นอยู่ แต่เราเข้าหาความจริงด้วยอาการลังเล หวั่นกลัว และ มีอคติต่อมัน นั่นคือ เรากระทำต่อสภาพที่เป็นอยู่จริงนั้นเสมอ ดังนั้นจึงไม่เคยสัมผัสรู้ความจริงตามที่มันเป็น เมื่อเราหยั่งเห็นสภาพที่เป็นจริงตามที่มันเป็น ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่นั้นคือความจริง ซึ่งสลายปัญหาลง
- พูดครั้งที่ 2, 2 กรกฎาคม 1950, มลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

แท้จริงแล้ว จิดเป็นเครื่องมือสำหรับการจดจำระลึกรู้ สิ่งใดก็ตามที่จิตจำได้ สิ่งนั้นจิตเคยรู้มาก่อนแล้ว ฉะนั้นมันไม่ใช่สิ่งใหม่ มันยังอยู่ในขอบข่ายของความคิดและความจำ จึงเป็นกลไก ทว่าจิตต้องการอยู่ในสภาวะที่สัมผัสรู้ได้โดยปราศจากกระบวนการจำได้หมายรู้
-พูดครั้งที่ 2, 17 กุมภาพันธ์ 1960, กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดีย

สภาวะใหม่

สภาวะใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อเข้าใจแต่ละปัญหาในทันทีทันใด คุณจะสามารถเข้าใจได้เมื่อไม่มีการเลือกและไม่มีการแสวงผล ไม่มีการกล่าวประณามหรือการตัดสิน ที่ใดมีความรัก ที่นั่นจะไม่มีทั้งการเลือกและการแสวงหาจุดจบ ไม่มีการกล่าวโทษและการใช้เหตุผลแก้ตัว ความรักนี้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสู่สภาวะใหม่
- พูดครั้งที่ 11, 28 มีนาคม 1948, เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย

สัมพันธภาพ

คำว่าสัมพันธภาพ คุณหมายถึงอะไร เราเคยสัมพันธ์กับใครสักคนไหม หรือว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองมโนภาพ ซึ่งเราต่างก็สร้างมโนภาพของกันและกัน ผมมีมโนภาพเกี่ยวกับคุณและคุณก็มีมโนภาพเกี่ยวกับผม เราแต่ละคนผู้เป็นภรรยาหรือสามีต่างมีภาพลักษณ์ของกันและกัน หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ นั่นเป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างสองภาพลักษณ์ ไม่มีอะไรนอกเหนือกว่านั้น ความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อไม่มีภาพลักษณ์เท่านั้น เมื่อผมและคุณต่างมองกันและกันโดยปราศจากภาพลักษณ์ในความทรงจำ ปราศจากการหยามเหยี่ยดหรือประการอื่นๆ ความสัมพันธ์ก็จะเกิดขึ้น
- กระจกเงาแห่งความสัมพันธ์ (ความรู้สึกตัวโดยไม่เลือก เล่มที่ 2)

การสัมพันธ์หมายถึงสัมผัสตรงถึงกัน การเชื่อมสนิทต้องตรงไปตรงมา ไม่ใช่ระหว่างสองภาพลักษณ์ เพื่อที่จะมองผู้อื่นโดยปราศจากภาพลักษณ์ซึ่งผมมีอยู่เกี่ยวกับเขาผู้นั้นต้องมีความใส่ใจและความรู้สึกตัวอย่างมหาศาล ภาพลักษณ์ในความทรงจำเกี่ยวกับผู้นั้นซึ่งเคยเหยียดหยามผม หรือทำให้ผมสบายใจ เพลิดเพลินใจ หรือนั่นนี่ เมื่อไม่มีภาพลักษณ์ระหว่างกันเท่านั้นสัมพันธภาพจึงจะเกิดขึ้น
- กระจกเงาแห่งความสัมพันธ์ (ความรู้สึกตัวโดยไม่เลือก เล่มที่ 2)

พวกเราส่วนใหญ่มักใช้ความสัมพันธ์เป็นหนทางหลบหนีไปจากตนเอง จากความอ้างว้างเดียวดาย จากความไม่แน่นอนใจ และ ความขาดแคลนภายในตน เราจึงพากันฝังตัวติดจมอยู่ในความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ภายนอก สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งสำคัญเหลือล้นต่อจิตใจของเรา แต่แทนที่จะใช้ความสัมพันธ์เพื่อหลบหนีจากตนเอง หากเราสามารถมองเข้าไปในความสัมพันธ์ประหนึ่งเป็นกระจกเงา และมองให้เห็น สภาพที่เป็นอยู่จริง อย่างเที่ยงตรงและกระจ่างชัดโดยปราศจากอคติ การสัมผัสเยี่ยงรู้นั้นนำมาซึ่งการเปลี่ยนใหม่ของ สิ่งที่เป็นอยู่จริง โดยมิพักต้องใช้แรงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมัน ไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความจริง มันเป็นดังที่มันเป็นอยู่ แต่เราเข้าหาความจริงด้วยอาการลังเล หวั่นกลัว และ มีอคติต่อมัน นั่นคือเรากระทำต่อสภาพที่เป็นอยู่จริงนั้นเสมอ ดังนั้นจึงไม่เคยสัมผัสรู้ความจริงตามที่มันเป็น เมื่อเราหยั่งเห็นสภาพที่เป็นจริงตามที่มันเป็น ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่นั่นคือความจริง ซึ่งสลายปัญหาลง
- พูดครั้งที่ 5, 2 กรกฎาคม 1950, มลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

การแบ่งแยกที่เอาตนเป็นสำคัญอาจจะเป็นต้นตอของความเสื่อมทรามในความเป็นทั้งหมดแห่งจิต ซึ่งเราสนใจเรื่องนี้เป็นที่สุด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งตัวมันเองมีทั้งความรักเอื้ออาทร ความอ่อนโยน และ การส่งเสริมสนับสนุน แต่หากว่าความสัมพันธ์ส่วนตนกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นความรับผิดชอบต่อคนเพียงไม่กี่คน นั่นแหละอันตรายได้เริ่มขึ้นแล้ว ความจริงนี้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกๆ คน ความแบ่งแยกในความสัมพันธ์คือปัจจัยแห่งความเสื่อมในชีวิตเรา เราทำให้ความสัมพันธ์แตกแยก มันจึงเป็นความสัมพันธ์กับบุคคล กับกลุ่ม กับประเทศชาติ กับมโนคติที่แน่นอนบางอย่าง หรืออื่นๆ อะไรก็ตามที่แบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ จะไม่สามารถเข้าใจความเป็นทั้งหมดของความรับผิดชอบได้ จากส่วนน้อย เราพยายามจับฉวยสิ่งที่ใหญ่โตกว่า "ดีกว่า" ซึ่งไม่ใช่คุณความดี ทว่าความคิดของเราตั้งอยู่บนฐานของ "ดีกว่า" "มากกว่า" เช่นสอบได้ดีกว่า ได้งานที่ดีกว่า สถานภาพที่สูงกว่า พระเจ้าที่เหนือกว่า อุดมคติที่สูงส่งกว่า
-จดหมายถึงโรงเรียน 15 พฤษภาคม 1979

คลิกที่นี่สำหรับ คำคมประจำเดือน | ค้นหาคำคม
มูลนิธิอันวีกษณา (ประเทศไทย)
ตู้ ป.ณ. 5 ไปรษณีย์ทุ่งลุง
ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90230
โทรศัพท์ 081 328 7132, 081 822 2110, 081 896 9635
โทรสาร 074 257 374, 074 257 362
อีเมล questfoundation@gmail.com

 สารบัญ จุดมุ่งหมาย ปลีกวิเวก กิจกรรม ร้านหนังสือ ผู้เข้าเยี่ยมชม บันทึกรายงาน กฤษณมูรติ เครือข่ายงาน K คำคม เว๊บอื่น ๆ ท่านช่วยเราได้ ติดต่อเรา

ติดตามเราที่: