สัจจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตชีวา Krishnamurtiบริจาค | ข่าว | คำคมรายเดือน | รับe-newsฟรี
En
รับสมัครงาน

บันทึกรายงาน

บทความ
จากสื่อ
» Live positively: Krishnamurti-inspired school near London gears students for the complexity of life - Bangkok Post, 22 May 2012
» ชีวิตที่ได้รับการสำรวจตรวจสอบ- บางกอกโพสต์, Outlook 8 มกราคม 2547
» Dialogue for truth - Bangkok Post, Outlook Section, Thursday, Jan 8, 2004
» มูลนิธิอันวีกษณา - บางกอกโพสต์, Outlook, 8 มกราคม 2547

โดยมูลนิธิฯ เขียนเอง
กิจกรรมล้างพิษ ช่วยให้เรามีทางเลือกเพื่อสุขภาพ

บอร์ดนิทรรศการ
» จ. กฤษณมูรติและโลกท่ามกลางวิกฤต

รายงาน
» Report on Annual International Gathering 2011 at Stream Garden Retreat

วีดิโอ
» ค่ายภาษาอังกฤษฤดูร้อน เรียนรู้สู่ขุนเขา เมษายน 2556
» ความดี ความรัก และความจริง จะเกิดขึ้นจากระเบียบวินัย ได้หรือไม่ (เลือกคำบรรยายไทย)

------

ชีวิตที่ได้รับการสำรวจตรวจสอบ
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์, Outlook, วันอังคารที่ 8 มกราคม 2547

ชีวิต ที่เริ่มขึ้นยามเช้าตรู่ อาบน้ำ รีบๆ กินอาหารเช้า จิบกาแฟ แล้วขึ้นรถไปทำงาน ทำงาน กินข้าวเที่ยง แล้วขึ้นรถกลับบ้าน ออกกำลังกาย กินอาหารเย็น อาบน้ำอาบท่า ดูโทรทัศน์ แล้วก็เข้านอน

ตื่นขึ้นมาเช้าวันใหม่ แล้วทำตามวิถีเดิม ๆ อีกครั้ง ชีวิตดำเนินอยู่อย่างนี้ วันแล้ววันเล่า จะมีบ้างบางวันที่ทำอะไรผิดแผกออกไป เช่น เที่ยวนอกบ้าน ย่ำราตรี ดูหนัง หรือเดินทาง แต่ในที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของความซ้ำซากไปในที่สุด

“นั่นหรือคือทั้งหมดของชีวิต? กิน ทำงานแล้วก็ตาย มันช่างไร้ความหมาย" นี่เป็นคำพูดของคุณวารุณี หญิงแกร่งมืออาชีพในงานของเธอ ที่ครั้งหนึ่งเคยพยายามจะจบชีวิตตัวเองลงเพื่อจะหนีจากความอ้างว้างและว่าง เปล่าของชีวิต

ปี แล้วปีเล่าที่เธอรู้สึกว่าชีวิตได้กลายเป็นเสมือนสิ่งเป็นกลไก น่าเบื่อหน่าย.....“ประสบความสำเร็จ มีเงิน มีความสะดวกสบายของชีวิตสมัยใหม่ ทว่านั่นไม่ได้ทำให้จิตใจเธอรู้สึกสุขสงบ ไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้เปี่ยมด้วยความหมาย ฉันกลับรู้สึกสับสนและโดดเดี่ยว"

ด้วยความมุ่งหวังที่จะเอาชีวิตชีวากลับคืนมา และเพื่อให้เข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเธอ คุณวารุณีได้พยายามเข้าร่วมกลุ่มสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางจิตวิญญาณมากมาย หลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องการศึกษาทางเลือก เรื่องสุขภาพองค์รวม รวมทั้งการปลีกเร้นเพื่อทำสมาธิในทางพุทธศาสนา ก่อนที่จะหันมายัง จิฑฑุ กฤษณมูรติ (2438-2529) ปราชญ์ผู้รู้แจ้งชาวอินเดีย ผู้ซึ่งคำสอนของเขานอกจากจะท้าทายความคิด และไม่เป็นศาสนาแบบจารีตใดๆ แล้วยังเป็นที่สนใจของจิตใจที่ช่างคิด ช่างตั้งคำถามและช่างสงสัยจากทั่วทุกมุมโลก

ในเมืองไทยได้มีการก่อตั้งชุมชนทางจิตวิญญาณขึ้นในนาม “มูลนิธิอันวีกษณา” (The Quest Foundation, Thailand) เพื่อ “จิตที่ตั้งคำถามที่สืบค้น” ได้มีโอกาสศึกษางานของกฤษณมูรติ และเพื่อช่วยเหลือกันและกันในการค้นหาให้ลึกลงไปยิ่งๆ ขึ้น ในเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ ความมั่นคงปลอดภัย ความกลัวและชีวิต

 
การร่วมสนทนากัน (Dialogue) ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นบนเกาะกลางทะเลที่ไกลห่างจากความรีบเร่ง ความวุ่นวาย อึกทึกครึกโครมของชีวิตเมือง ผู้เข้าร่วมมีด้วยกันทั้งหมดกว่า 40 ชีวิต มีอายุอานามตั้งแต่ 20 ถึง 60 ขวบปี ทั้งไทยและเทศ

คุณวิกรม พาชูเร่ ผู้บริหารของมูลนิธิฯ ซึ่งร่วมประสานและค้นหาในการสนทนากล่าวว่า “กฤษณมูรติ ไม่ได้หยิบยื่นคำตอบให้ เขาเพียงแต่ชี้ไปยังคำถามเพื่อให้จิตใจได้เคลื่อนออกไปหาคำตอบด้วยตนเอง”
เขา กล่าวอีกว่า “กฤษณมูรติบอกให้เราตรวจสอบความคิด ความเชื่อ และจารีตของเรา และหากเราค้นลึกจนถึงแก่นแท้ของมัน เราอาจจะปลดมันทิ้งได้ทั้งหมด”

“เราต้องพลิกโลก” เรามีชีวิตแบบสุกๆ ดิบๆ ครึ่งๆ กลางๆ ไม่เคยทำอะไรจนถึงที่สุด ใช้ชีวิตตามความเคยชิน โดยไม่เคยท้าทายตัวเราเอง นั่นแสดงถึงชีวิตที่ขาดความแรงกล้า ความเป็นจริง”

เขายังกล่าวต่ออีกว่า นอกจากการสังเกต “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่เป็นอยู่จริงๆ“ แล้ว กฤษณมูรติยังนำเสนอการสนทนาที่เรียกว่า Dialogue ให้เป็นหนทางที่ช่วยให้เข้าใจประเด็นปัญหาของชีวิต โดยมุ่งเข้าหาความจริงแท้ ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ เขาร่วมสนทนากับผู้คน ในเนื้อหาที่ติดต่อกันเป็นลำดับ โดยมิได้เตรียมไว้ล่วงหน้า งานเขียนหลายๆ ส่วนของเขาเป็นการ ถาม-ตอบ ที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง
การสนทนาที่เกิดขึ้นบนเกาะ ผู้เข้าร่วมจะตั้งคำถาม และถกเถียงกันเอง การสนทนาแบบนี้ทำให้เขาสามารถทบทวน ไตร่ตรองประเด็นบางอย่าง ที่นำมาพูดคุยกัน ในครั้งนั้นประเด็นที่ร่วมพูดคุยกันคือเรื่อง “ความมั่นคงปลอดภัย” “ความกลัว” “อิสรภาพ” และ “อะไรคือการกระทำที่ถูกต้อง”

ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งถามว่า “ความมั่นคงปลอดภัยคืออะไร” อะไรหรือที่ทำให้ฉันรู้ปลอดภัย และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อีกคนบอกว่า “ฉันรู้สึกมีอิสระ ฉันจึงเลือกสิ่งที่ฉันต้องการจะทำ แต่บางครั้งการตัดสินใจของฉัน ก็ได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูง จากงาน และจากสังคม ฉะนั้น จริงๆ แล้วเราเลือกได้หรือ ทางเลือกนั้นมีอยู่จริง หรือ ที่เรารู้สึกว่ามีอิสระนั้น เป็นอิสรภาพที่แท้จริงหรือ” “เหตุใดเราจึงไม่สามารถกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง อะไรยับยั้งเราไว้” “ฉันสงสัยว่า ในชีวิตของฉัน สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ถูกหรือเปล่า มีแนวคิด ความคิด มากมายหลายชุด ที่เราจะเลือกนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตในสถานการณ์เฉพาะ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเลือกแนวความคิดไหนดี อะไรกันแน่คือการกระทำที่ถูกต้อง” คำถามเหล่านี้และอีกหลากหลายคำถาม ไม่สามารถนำมาซึ่งคำตอบที่ง่ายๆ แต่กลับยิ่งทำให้เกิดคำถามมากขึ้นในบางครั้ง

คุณวิกรมกล่าวว่า เราอาจจะใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อขบคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ แม้กระนั้น เราก็ควรที่จะเริ่มต้นถามเสียเนิ่นๆ เพื่อที่เราจะได้รู้สึกตัว ตื่นต่อชีวิต และสามารถเลือกกระทำการใดๆ ในชีวิตอย่างตื่นรู้อยู่เสมอ

คุณรามัน ที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นผู้ประสานงานกับกลุ่มต่างๆ ทั่วโลก ที่ริเริ่มงานจากแรงบันดาลใจในงานของกฤษณมูรติกล่าวว่า “อย่ารีบร้อนในการให้คำตอบ เป็นการดีที่สุดที่จะให้เวลากับบางคำถามสักครู่หนึ่ง เพื่อที่จิตใจจะได้ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นต่อคำถาม” “แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่การศึกษาในกระแสหลัก มักให้คำตอบสำเร็จรูป ซึ่งขัดขวางการจินตนาการ และทำให้จิตใจที่ค้นหา ที่สอบสวน สูญเสียความมั่นใจ ที่จะค้นหาคำตอบที่แท้จริง คำถามเสมือนเป็นหนทางที่ขุดค้นลึกลงไปในจิตใจ ถ้าคุณถามคำถามที่ถูกต้อง คุณก็จะเข้าไปถึงรากเหง้า โดยไม่จำเป็นต้องค้นหาคำตอบ”

คุณรามันยังกล่าวอีกว่า “คำถามจะท้าทายเราให้มองไปยังความคิดที่ถูกกำหนดอยู่ และข้อสรุปรวบยอดที่เราสร้างไว้ก่อนแล้ว” หลาย ๆ คนพบว่า คำสอนของกฤษณมูรติ ที่ว่าด้วยการสังเกตตนเอง “การทำความเข้าใจว่าอะไรบ้างที่มีอยู่ในตัวเรา รู้สึกตัวต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น” ... เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับคำสอนของพุทธศาสนาว่าด้วยสติ

 
แต่กระนั้นคุณชัย ผู้บริหารหนุ่มวัยประมาณ 35 ปี บอกว่าเขารู้สึกสะดวกใจกับวิธีการถามตัวเราเองที่กฤษณมูรติใช้ คุณชัยกล่าวว่า พุทธศาสนาวิถีไทย เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความเชื่อ พิธีกรรม ที่ทำให้เราเฉไฉ หลงออกนอกทาง คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า มุ่งเน้นการค้นหาสัจจะโดยปัจเจก และย้ำถึงจิตที่สืบค้น ศาสนาพุทธที่จัดตั้งขึ้นได้กลายเป็นแท่งศิลา ที่ไม่สัมพันธ์กันกับชีวิตประจำวันของเราเลย ผู้คนพากันพูดถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือมุ่งสนใจทางจิตวิญญาณ อย่างเรื่องกฎแห่งกรรม บาปบุญ นรกสวรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่มีอะไรเลยที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตในแต่ละวันของผม ปัญหาและประสบการณ์ของผม

สุภาพสตรีวัยกลางคน คนหนึ่งพูดเสริมว่า “ดิฉันชอบงานของกฤษณมูรติเพราะมันไม่มีกฎข้อกำหนด ไม่มีรูปแบบอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ ไม่มีเทคนิควิธีการที่เป็นระเบียบแบบแผน ดิฉันรู้สึกผ่อนคลายเพราะไม่มีกฎบัญญัติที่เข้มงวด มีสิ่งที่จะต้องทำตาม ซึ่งจะก่อให้เกิดความกลัวหรือรู้สึกผิดบาป กฤษณมูรติพูดถึงชีวิตจริง ๆ ที่เราเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยตัวเราเอง”

บางทีอาจจะเป็นเพราะพลังแห่งความเป็นปัจเจกชน ผู้ตัดขาดเป็นอิสระจากอำนาจแห่งความเป็นผู้รู้นั่นแหละ ที่ทำให้กฤษณมูรติ เป็นที่ดึงดูดใจของคนชั้นกลาง
 

“คุณ จะไม่รู้สึกว่า เขาทำตัวเป็นผู้มีอำนาจเหนือ ผู้ที่รู้มากกว่า ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายใจ และการที่จะเข้าใจสัจจะไม่ใช่สิ่งที่สามารถได้มาจากกฤษณมูรติ แต่เป็นอะไรที่ต้องได้มาจากตนเอง” เป็นคำพูดของคุณจำรัส บำรุงรัตน์ อดีตพระเถรวาทและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิฯ

 
ผู้ร่วมสนทนาบางคนบอกว่า เขาเองเบือนหนีการเทศนาที่เต็มไปด้วยคำพูดที่ใช้มาแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งเขาไม่เข้าใจ คุณชัยบอกว่า “อย่างไรก็ตาม การอ่านงานของกฤษณมูรติ เหมือนเป็นการพูดคุยกับมิตรที่ฉลาดและเข้าอกเข้าใจ”

งานของกฤษณมูรติ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับชีวิต ว่าจะเข้าใจชีวิต เข้าใจตนเองได้อย่างไร จะมีชีวิตอยู่กับตนเองด้วยความสงบสุขได้อย่างไร

 
คุณรามันยังพูดต่อว่า “ผู้คนหลงทางไปกับศาสนาจัดตั้ง ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญกับทฤษฎี คำสอน เขาพยายามเข้าใจคำพูดและคำสั่งสอน แต่ไม่ทำสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ซึ่งหมายถึง การเข้าใจหรือการรู้จักตนเอง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้ ศาสนาที่สืบทอดกันมาตามประเพณีกำลังถูกครอบงำด้วยความดื้อรั้นดันทุรังยิ่งๆ ขึ้น ทำให้ศาสนาเหล่านั้นกลายเป็นสาเหตุของการแบ่งแยก แตกร้าว และความรุนแรง การที่กฤษณมูรติ ตั้งคำถามต่ออำนาจขององค์กร ศาสนาจัดตั้ง จึงมีความหมายต่อผู้คนที่ปรารถนาสันติภาพมากกว่า

 
กฤษณมูรติต่อต้าการทำให้ความคิดหรือความเชื่อกลายเป็นระบบเป็นกรอบตายตัว กลายเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งความคิดของเขาเองด้วย เขาป้องกันไม่ให้คำสอนของเขาต้องกลายเป็นลัทธิแห่งยุคใหม่
 
นั่นคือ ความคิดของเขาได้เปิดกว้างสำหรับทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรือศาสนาใด จึงทำให้ผู้ที่อ่านงานของกฤษณมูรติ ที่มีทั้งชาวพุทธ มุสลิม และคริสเตียน

 
มันเป็นความนิยมชั่วครู่ชั่วยามหรือเปล่า เราอาจจะจัดสรรความสนใจในงานของกฤษณมูรติที่ไม่มีอยู่ในกระแสหลัก ว่าเป็นความคิดทางปรัชญาที่เป็นส่วนหนึ่ง ของปรากฎการณ์ของยุคใหม่ (New age) ที่เกิดจากความดิ้นรนต่อสู้ของคนชั้นกลางเพื่อจะหาความหมายให้แก่ชีวิตสมัย ใหม่ สไตล์ใหม่ ซึ่งไม่สามารถทำให้พวกเขารู้สึกเต็มสมบูรณ์ ความว่างเปล่าของชีวิตสมัยใหม่ได้ทำให้มืออาชีพหนุ่มสาว ก้าวออกจากวงจรการต่อสู้แข่งขัน เพื่อที่จะแสวงหาความหมายที่แท้จริงแห่งชีวิต อย่างเช่น คุณจิรายุ อดีตมืออาชีพด้านโฆษณา เธอออกจากงานที่มีรายได้สูงเพื่อทำหน้าที่แม่บ้านเต็มตัวพร้อมๆ ไปกับการค้นหาตัวเองโดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โยคะ ธรรมยาตรา (Enneagram) การปฏิบัติตนเพื่อสุขภาวะองค์รวม และอื่นๆ

 
“ดิฉันเคยอยู่ในกระแสหลัก ได้งานเมื่อเรียนจบ ทำงานในระบบเหมือนเครื่องจักรตามโรงงาน แต่ชีวิตมีเพียงเท่านี้หรือ ฉันจะเลือกมีชีวิตอย่างที่ฉันต้องการได้หรือไม่ ด้วยคำถามเหล่านี้ ทำให้ดิฉันออกจากงานเมื่ออายุ 38 ปี ชีวิตนั้นเกี่ยวกับการเลือก ฉันเลือกจะทำในสิ่งที่ต้องการ” ทั้งหมดเป็นคำพูดของคุณแม่ลูกสอง

 
เธอ ยังบอกอีกว่า เมื่อเธอยังสาวรุ่นกว่านี้ เธอไม่มีโอกาสและไม่กล้าพอที่จะค้นหาตัวเอง ว่าเธอชอบอะไร และอะไรที่เป็นแรงดลใจ “ฉันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคำพูดของผู้อื่น และสิ่งที่สังคมบงการ” ไม่มีทั้งทางเลือกและอิสรภาพ สิ่งที่กฤษณมูรติพูดและการเข้าหาชีวิตของเขาได้ให้แง่คิดที่สดใหม่แก่เธอ

 
มารีเป็นเด็กสาวอายุ 21 ปีจากฟินแลนด์ เธออยู่ในช่วงเว้นว่าง 2 ปี เพื่อค้นหาความหมายและสิ่งที่ปรารถนาอันแท้จริงในชีวิต เธอเดินทางท่องเที่ยวทั่วเอเชียพร้อมๆ กับเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ การนวด ปรัชญาตะวันออก รวมทั้งงานของกฤษณมูรติ

“ฉันไม่ต้องการที่จะเข้ามหาวิทยาลัย โดยไม่รู้ว่าตัวเองต้องการจะเรียนอะไร ฉันไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า เรียนเพื่อสอบผ่าน แล้วก็เพื่อทำงาน มันเหมือนหุ่นยนต์ ฉันต้องการเรียนรู้อะไรที่เป็นการลงมือทำจริงๆ เช่น การนวด”

สำหรับคุณรามันแล้ว กฤษณมูรติ เป็นสิ่งที่ยิ่งไปกว่ากระแสความนิยมชั่วครู่ชั่วยาม เพราะคำพูดของเขาใช้ได้กับผู้คนทุกยุคทุกสมัย แต่อาจจะเข้ากับจริตของผู้คนทุกวันนี้ เพราะพวกเขาล้วนเป็นทุกข์ เพราะแม้เทคโนโลยีจะสร้างความร่ำรวยให้ มันก็สร้างความรู้สึกแบ่งแยกโดดเดี่ยวอยู่ล้ำลึกเช่นกัน

กลับสู่เมนูด้านบน


Dialogue for truth
Bangkok Post, Outlook Section, Thursday, Jan 8, 2004

Krishnamurti's concept of dialogue involves self-awareness, the art of listening, seeing and learning, and the necessity of being free from attachment, so the process of inquiry to free oneself can take place.

According to the Anveekshana, Krishnamurti believes that intellectualisation and knowledge-gathering cannot help you to understand your predicament and the complex psychological processes that created it.

``Opinions will lead us nowhere and indulging in mere intellectual cleverness will have very little meaning, because truth is not to be found through the exchange of opinions or of ideas,'' said Krishnamurti.

Dialogue, for him, means to ``converse together, talk over things together, no authority, or judgment against judgment ...''

To join the dialogue, therefore, there is no need for an agenda or a discussion leader. It suffices to have shared interests, he says.

``The purpose of gathering is to explore the questions. Each of us can help share and enlighten one another about issues or questions we may have never thought about before.

``Posing questions is important. It needs a free mind to inquire into questions. It's important not to be conclusive but observant to our feelings,'' said one of the facilitators, Vikram Parchure.

Questions, and how to ask the right ones and to understand them, are key to understanding the issues of life, rather than a dire search for absolute answers.

``Seeking something implies that we know what we are seeking for. Do we? It would be better to work on something we already have - questions and how to understand them,'' said Raman Patel, consultant to the Anveekshana, who used to talk with Krishnamurti himself.

Questioning, without seeking for answers or being intellectually critical and analytical, leads naturally to understanding and answers.

``It's a dialogue; you ask a question, and the speaker replies to that question. Then you respond to that question. You ask a question, the speaker then responds to your question, then you respond to the speaker's response, and you keep this going till only the question remains and not the persons,''

Krishnamurti once said, explaining the nature of dialogue.

Giving full attention to what is being said is important. No judgment of any kind should be passed.

A facilitator, which could be anyone, helps formulate the questions, encouraging participants to probe deeper into issues and feelings. If participants resort to vague theories or philosophies, the facilitators are trained to say: ``That's not relevant to your life. If you want to understand life, you have to talk about it.''

SELF-QUESTIONING IN A DIALOGUE

The following stems from a discussion among 10 people engaged in a Krishnamurti-inspired dialogue on security:

Facilitator: ``We are searching for security, but have we ever asked, what is security? Or is it necessary? Why are we seeking security? Searching for something implies we do not have it at the moment, and know what it is we are looking for. Are we not secure? Why aren't we? What makes us insecure?''

``We are afraid so we look for things or persons who can give us a sense of protection, like having a job, being in love.''

``Security becomes an issue when we think about the future. We want things unchanged; that would be security. Changes are associated with insecurities because we don't know what will come to us. Facing changes disturbs us.''

``But changes are part of our lives, aren't they? So is there any security? Can we really have it?''

``What is fear or security? Are they the projection of our mind from past experiences and assumptions about the future? Fear comes from our expectation of results. Also, comparison creates fear. Our mind manufactures fear.''

``If that is so, then if we are aware of what is going in our mind, like fearing, there would there be no room for fear? We do not fear when we are aware of fear.''

``Can the human mind be completely free from fear? Or is it that fear is one of the most common things in our life, our being?''

``Why do we dislike fear so much? Is it something bad? Can we live with it?''

``I think we need to understand pleasure too, so as to understand fear. I think they are two sides of a coin. Thoughts create fear and sustain pleasure.''

``Is it something that we fear that has to do with ourselves? Is fear a movement away from `what is'? Are we trying to run away from something and find solace in another? Why can't we feel secure without clinging to something, someone, some kind of status, or some activities?''

``Perhaps, deep down I feel utterly alone, lonely and empty, like who I am, what is `I' or `me'. So I attach my sense of identity and being to things and persons I am involved with. And without those signifiers, I feel I am nothing, and that scares me.''

``Are we innately lonely? Or is loneliness an idea imposed by society?''

``Perhaps life is de facto vulnerable and insecure. Why do we want to escape from this fact? I wonder if we can accept fear and live with it, can that state of mind produce or be called security?''

KRISHNAMURTI ON DIALOGUE

``... Dialogue is a conversation between people who are seriously interested in understanding certain problems; and dialecticism is the discovery or the examination through opinion of what is true. And opinion means, judgment based on a belief, a prejudice or on a preconceived idea. So it is none of these that we are going to do; neither discussion _ the root meaning of that is `to shake' _ nor a dialogue, nor an opinion or offering opinions and investigating those opinions to find out if they have any value. But what we are trying to do is to expose certain problems, which one may have and understand those problems by looking at them, not offering an opinion, a judgment and your criticism, exposing them. In the very exposure one discovers what is the truth, what is the meaning ...''

กลับสู่เมนูด้านบน


มูลนิธิอันวีกษณา
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์, Outlook, วันอังคารที่ 8 มกราคม 2547

 
มูลนิธิอันวีกษณาก่อ ตั้งขึ้นโดยกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคำสอนของ จิฑฑุ กฤษณมูรติ และเชื่อว่าคำสอนของกฤษณมูรติ จะนำไปสู่ความเข้าใจชีวิตและสังคม “เราไม่ได้เป็นกลุ่มที่จัดตั้งหรือกลุ่มที่คลั่งไคล้ศาสนา และเราพยายามจะไม่เป็นเช่นนั้น” นี่เป็นคำกล่าวของคุณวิกรม พาชูเร่ ผู้บริหารและวิทยากรของมูลนิธิ

เราไม่ใช่ผู้เผยแพร่ศาสนา หรือไม่ใช่ครูที่พยายามจะยัดเยียดความคิดของเราให้กับคนอื่น ๆ เราเพียงแต่จัดให้เกิดกลุ่มสำหรับเสวนา สำหรับผู้คนที่ต้องการท้าทายตนเองและเผชิญหน้ากับคำถามต่างๆ ในชีวิต ที่ทำให้เราไม่สบายใจ” วิกรม กล่าว

“มูลนิธิ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อันวีกษณา ในภาษาไทย ได้รวมเอาผู้คนที่มีใจเดียวกันในการที่จะค้นหาสาระสำคัญของชีวิต โดยผ่านคำสอนของกฤษณมูรติ กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเช่น กิจกรรมสนทนา และการปลีกวิเวก ด้วยความคาดหวังว่า การค้นพบตัวเอง จะนำไปสู่การเข้าใจในความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์และความรับผิดชอบต่อสังคม” เขากล่าว

สวนสายน้ำ สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในพ.ศ. 2540 ตั้ง อยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ บนเขาในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นสถานที่สำหรับปลีกวิเวกและศูนย์ศึกษา มีห้องสมุด ซึ่งมีหนังสือ เครื่องเสียง เทป และ วีดีโอ ที่เป็นผลงานของกฤษณมูรติ

สำนัก งานและศูนย์ ศึกษากฤษณมูรติ ที่กรุงเทพฯ ก็มีหนังสือ เทป เครื่องเสียง และ วีดีโอ สำหรับศึกษางานของกฤษณมูรติ ห้องสมุดเปิดให้บริการกับทุก ท่านที่สนใจทุกวัน เว้นวันพุธ และนอกจากนั้นทางมูลนิธิ ยังได้จัดกิจกรรมพูดคุยและเสวนา ในวันอาทิตย์ที่ 2 และ 3 ของทุกเดือน ซึ่งกิจกรรมพูดคุยในวันอาทิตย์ที่ 2 จะจัดเป็นภาษาไทยและในวันวันอาทิตย์ที่ 3 จะจัดเป็นภาษาอังกฤษ

ในแต่ละปี ทางมูลนิธิ จัดกิจกรรมพบปะประจำปี และกิจกรรมการปลีกวิเวกสำหรับสมาชิกทั่วไปที่สนใจ

ในระหว่างปี ทางมูลนิธิ และทีมอาสาสมัครได้แปลและจัดพิมพ์ผลงาน จากงานต้นฉบับภาษาอังกฤษของกฤษณมูรติ ออกมาเป็นภาษาไทยจำนวนมาก และยังต้องการอาสาสมัครอีกมากที่จะช่วยแปลงาน และเป็นล่ามในช่วงการสัมมนาพบปะนานาชาติ

กลับสู่เมนูด้านบน

มูลนิธิอันวีกษณา (ประเทศไทย)
ตู้ ป.ณ. 5 ไปรษณีย์ทุ่งลุง
ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90230
โทรศัพท์ 081 328 7132, 081 822 2110, 081 896 9635
โทรสาร 074 257 374, 074 257 362
อีเมล questfoundation@gmail.com

 สารบัญ จุดมุ่งหมาย ปลีกวิเวก กิจกรรม ร้านหนังสือ ผู้เข้าเยี่ยมชม บันทึกรายงาน กฤษณมูรติ เครือข่ายงาน K คำคม เว๊บอื่น ๆ ท่านช่วยเราได้ ติดต่อเรา

ติดตามเราที่: